เนื่องจากเดือนที่แล้วมีวันหยุดที่กลับไทยได้ตลอดเดือนทำให้ไม่มีเวลาอยู่โดฮาเท่าไหร่นักเรียกได้ว่าบินกลับมาถึงโดฮาก็ต้องรีบวิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็ไปสนามบินทุกครั้งเป็นผลทำให้เรื่องราวต่างๆสะสมอยู่ในหัวเป็นเวลายาวนานเอาจริงๆก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ก็เป็นชีวิตที่มีความสุขตามอัตภาพอยู่ไทยก็นอนดูรันนิ่งแมนก่อนนอนทุกคืนช่วงนี้ชีวิตครอบครัวของสองเรากำลังมีปัญหาแต่ก็หาทางเยียวยาได้ละ ฮ่าๆๆๆ
December 2011
นับรวมแล้วเดือนที่ผ่านมากลับไปไทยทั้งหมด 5 ครั้งทำให้คนทั้งบ้านใหม่บ้านเก่าไม่ต้องมีเวลาคิดถึงเพราะจากกันทีไรเดี๋ยวอาทิตย์หน้าก็กลับมาใหม่อีกแล้ว ฮ่าๆๆป๊าจะขำทุกครั้งเวลาที่ถามว่า "แล้วจะกลับมาอีกเมื่อไหร่"พอเราตอบว่า "อาทิตย์หน้าก็มาอีกแล้ว"ป๊าก็จะแบบว่า "เหอะๆๆ (นี่คือเสียงหัวเราะ)" ฮ่าๆๆๆ
ตั้งแต่ผ่านงานแต่งงานไป ทุกครั้งที่กลับไทยรู้สึกว่าตัวเองทำไมว่างจังชาวบ้านเค้าก็ทำงานกันตามปกติส่วนเราก็เสริมสวยบ้าง ไหว้พระบ้างจะนัดกินข้าวกับเพื่อนแต่ละทีก็ดูจะมีอุปสรรคจะเจอกันกลางวันก็ทำงาน ตอนเย็นก็ติดเรียน ปิดบัญชี บลาๆๆเลยกลายเป็นว่า.. กลับไทยไปสูดอากาศเล่นๆว่างั้น
แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้สะเทือนใจอย่างสูงเข้ามาเมื่ออาหนิง (ญาติที่รักที่สุด) เส้นเลือดในสมองแตก ต้องผ่าตัดสมองพอเรารู้ก็รีบไปเยี่ยมทันทีจริงๆพี่จิวรู้เรื่องก่อนเราอีก แต่เเม่เราสั่งไว้ไม่ให้บอก เพราะกลัวเราจะกังวล
ตอนที่ไปเยี่ยมอาหนิงก่อนผ่า แค่เห็นก็ร้องไห้ละคืออาก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่เห็นเค้าปวดหัวทรมานมากแล้วบางทีก็จำอะไรไม่ค่อยได้เหมือนถามว่าเรามาถึงเมื่อไหร่ อีกสองนาทีถามคำถามเดิมใหม่อีกแล้วจากคนที่ไม่ได้มีวี่แววว่าจะเป็นแบบนี้พออยู่ๆมาเป็น เราก็แอบทำใจไม่ได้เหมือนกัน
เยี่ยมวันแรกเสร็จก็นั่งแท็กซี่ไปหาพรกับพี่จิวที่พารากอนนั่งร้องไห้จนลุงคนขับหันมาดูกระจกหลังแล้วก็ตกใจนึกว่าใครเป็นอะไรรึเปล่าคุณลุงเค้าก็น่ารักมากๆ พยายามพูดปลอบสุดฤทธิ์แถมตบท้ายมาด้วยว่า "ทำไงดี ทิชชู่ในรถก็ไม่มีเล้ยยยย" ฮ่าๆๆๆเราเลยขำ แต่ก็ยังร้องไห้ต่อไป
ลุงมีการบอกว่า "เห็นหนูเป็นแบบนี้แล้วลุงสงสาร วันนี้ให้นั่งฟรี ไม่เก็บค่าโดยสารละกัน""จะลงฝั่งไหนล่ะ บอกมาเลยไม่ต้องเกรงใจ ไม่อยากให้หนูเดินข้ามถนนไปร้องไห้ไป"ฟังแล้วประทับใจ มีให้นั่งฟรีไม่เก็บค่ารถด้วยอะก็เลยจ่ายให้ลุงแกไปมากกว่าปกตินิดนึง
ตอนไปนั่งรถพี่จิวกับพรอยู่ที่ Starbucks ก็ยังคงน้ำตาซึมต่อเล็กน้อยคุยโทรศัพท์กับพูนท์ไปด้วยพูนท์บอกว่า "เค้าต้องคิดว่ามึงอกหักมาชัวร์" ฮ่าๆๆๆ
เจอพร พรบอกว่าเราดูสดใสมีความสุขดีมากพี่จิวบอกว่า "นี่เค้าเศร้าแล้วนะ เพราะเรื่องอาเค้า ไม่งั้นเค้าจะสดใสกว่านี้อีก" ฮ่าๆๆคือตอนนี้ชีวิตมันก็ไม่มีอะไรให้ไม่สบายจริงๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก การงาน หรืออื่นๆเอาจริงๆก้อนเนื้อที่หน้าอกยังไม่ได้ผ่าออกเลย แต่ก็ไม่ได้เดือดร้อนก็คิดไว้แล้วว่าเดี๋ยววันไหนว่าจะหาเวลาไปผ่าซะหน่อยส่วนเรื่องงานก็เป็นอะไรที่ชิลล์ๆอยู่เป็นซีเอสมาสองปีละ (เร็วเนอะ) จนคนอื่นเค้าได้เลื่อนเป็นซีเอสดีกันหมดแล้วแต่เราก็ไม่ได้เครียดอะไร ยังคงเฮฮากับตำแหน่งที่เป็นจะเบื่อก็แค่ตอนที่มีคนมาถามเนี่ยแหละว่าทำไมยังไม่ได้ขึ้นซะทีเอาจริงๆ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมยังไม่ได้ถ้าอยากรู้กันนักต้องถามบริษัท เพราะเราก็ไม่ใช่คนประเมินเนอะ ฮ่าๆๆๆ
ที่บอกว่าชีวิตครอบครัวของสองเรากำลังมีปัญหาไม่ได้ทะเลาะกันแต่อย่างใดแต่ที่มันเป็นปัญหาใหญ่ก็เพราะเวลานอนไม่ตรงกันนั่นเอง ฮ่าๆๆๆๆๆ
เราเป็นคนนอนเร็วมากกกกกกกกกกกก สามทุ่มก็หลับละส่วนเฮียก็เป็นคนนอนดึกเกิ้นนนนนนน เที่ยงคืนไปแล้วถึงจะนอนกลายเป็นว่า เฮียเข้าไปอาบน้ำ ออกมาอีกที อีนี่ซ่อนตัวอยู่สบายใต้ผ้าห่มไปละ ฮ่าๆๆๆมีบางวันเฮียถึงขนาดกำชับว่า "อย่าเพิ่งหลับนะ รอก่อน"รอก่อน.. รออะไรเหรออออ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆล้อเล่นนนนนน เฮียก็จะมีของมาล่อเช่นเปิดรันนิ่งแมนให้ดูนอนหัวเราะเอิ๊กอ๊ากไป อันนี้ก็พอหลอกให้นอนดึกได้อยู่
แต่ตอนนี้เราตกลงกันเรียบร้อยแล้วว่า"เราจะเข้านอนกันที่ 22.30 นาฬิกา" ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆคือมาเจอกันคนละครึ่งทาง
วันสุดท้ายของปีมีแว่บไปไหว้หลวงพ่อโสธรกันนิดหน่อยเนื่องจากเราต้องทำไฟลท์กลับคืนนั้นทำให้ไปค้างต่างจังหวัดไม่ได้ เลยได้แต่ไปเที่ยวเช้าไปเย็นกลับแทน
เฮียอุตส่าห์ไม่ขับรถ แล้วมานั่งข้างหลังกับเราแต่เราก็ยังคงหลับตลอดทางทั้งขาไปและขากลับอยู่ดี ฮ่าๆๆๆๆเนื่องจากไม่สบาย กินยาเลยสลบไป..
ไหว้พระเสร็จก็แวะไปเที่ยวตลาดบ้านใหม่ กินข้าวปล่อยปลากันตามประสามีคนแอบเห็นเราด้วยยยยยยยยยทุกครั้งเลยยยย เวลาที่คนเจอจะต้องจำพี่จิวได้ก่อนแล้วค่อยจะมาเห็นเรา ฮ่าๆๆแต่มีคอมเม้นมาว่า "เราสูง" ต้องเป็นเพราะเห็นตอนนั่งใช่มั้ยคะ ฮ่าๆๆเพราะเอาจริงๆความสูงมาตรฐานหญิงไทยมากเลยนะ(จริงๆอาจจะต่ำกว่ามาตรฐานด้วยเพราะเรา 160 พอดีเป๊ะ)ยังไงก็ขอบคุณสำหรับคำชมนะคะวันหลังเจอทักทายกันได้ แต่บ้านพี่จิวคงจะแอบงงกันนิดนึงเดี๋ยวจะ เอ๊ะ.. อะไรคือไดอะรี่ ฮ่าๆๆเค้าหารู้กันไม่ว่า.. ขณะนี้ครอบครัวภูผาพฤกษ์ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งใน Diaryclub ซะแล้ว ฮ่าๆๆ
ว่าไป.. เขียนข้ามวันเกิดไปได้ยังไง ฮ่าๆๆๆวกกลับมากันซะหน่อยละกัน
เพราะไดหน้าที่แล้วมาโพสบ่นไว้ประหนึ่งว่าไดคือเฟสบุ๊ค ฮ่าๆๆสั้น ง่าย ได้ใจความ ว่าเป็นวันเกิดปีที่แย่ที่สุดเนื่องจากตกไฟลท์อย่างที่ไม่ควรจะเป็นแต่ก็เท่านั้น.. ตอนแรกกะว่าจะไม่กลับไทยละ เพราะเหนื่อยกับการไปลุ้นจั้มซีทแต่สุดท้ายด้วยแรงเชียร์ของแม่ ว่าไหนๆก็วันเกิดทุกอย่างก็แพลนเอาไว้แล้วว่าจะมาฉลองด้วยกันก็เลยฮึดสู้ ไปเบียดกับคนอื่นอีกรอบละกัน และแล้วเราก็ได้กลับ! โย่วววว
ไปถึงสนามบิน เฮียก็มารอรับอยู่แล้ววันนี้เราใส่เสื้อคล้ายกันโดยมิได้นัดหมาย ลายสก็อตทั้งคู่ ฮ่าๆๆ
เนื่องจากเราหงุดหงิดๆๆมาหลายวันแล้วถึงแม้ไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่เฮียก็รู้สึกได้ ฮ่าๆๆๆๆอาจจะเป็นเพราะเมนส์กำลังจะมาด้วยล่ะมั้ง ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ
เฮียมีการพูดว่า "ทำยังไงที่รักถึงจะอารมณ์ดีล่ะ"ตอนที่เฮียพูดมาก็แอบคิดนะ "เอ๊ะ.. ถามอย่างงี้ หรือจะมีดอกไม้มาให้" ฮ่าๆๆๆแต่อีกใจนึงก็คิดว่า "คงไม่มั้ง.. เพราะตื้อมานานละ ไม่เห็นจะเคยได้เลย"ก็เลยตอบเฮียไปว่า "ก็ไม่ต้องทำไงหรอก เดี๋ยวก็หายเองแหละ"
พอเดินไปถึงรถ เห็นดอกไม้วางอยู่ตรงที่นั่งข้างคนขับกรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ว๊าววววววววววววววววววววววววววอารมณ์ดีเป็นปลิดทิ้งงงงงงง ฮ่าๆๆๆๆ
นั่งกอดช่อดอกไม้ไปตลอดทาง พร้อมยิ้มแป้นยันไปถึงร้านอาหารเลย ฮ่าๆๆๆขอบคุณเฮียมากนะค๊าาาาาาาาาาาาา จุ๊บๆๆๆ ฮ่าๆๆ
พี่จิวบอกว่า "ก็คราวนี้มีเวลาและมีโอกาส""เพราะที่รักตกเครื่องไปไฟลท์นึง พี่เลยมีเวลาไปหาซื้อไง""ชอบก็ดีใจ อารมณ์ดีแล้วเนอะ"
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ^^
ถึงร้านทุกคนก็รออยู่พร้อมหน้าละ ทุกคนถามว่า "เสื้อนี่นัดกันใส่ป่ะเนี่ย" ฮ่าๆๆ
กินข้าวกันไป คุยกันไป แล้วก็มีตัดเค้กด้วยเค้กนี้ข้าพเจ้าขอเอง เนื่องจากคราวก่อนซื้อให้น้องผึ้งวันเกิดชิมแล้วอร่อยติดใจเป็นยิ่งนักเฮียเลยจัดการสั่งมาให้เราตัดบ้าง ฮ่าๆๆตอนตัดมีอยู่ชิ้นนึง ตัดออกมาเป็นคำว่า "เมีย" เฮียบอกว่า "งั้นต้องให้เมีย" ฮ่าๆๆเราเลยได้กินชิ้นนั้นเลยยยยย
กินเสร็จก็แยกย้ายกันกลับบ้านคนเรายิ่งโตขึ้นปาร์ตี้วันเกิดก็จะยิ่งเล็กลงสุดท้ายก็เป็นวันเกิดที่ดีที่สุดปีหนึ่ง ถึงแม้จะช้าไปวันนึงก็เถอะ
ปล. วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงาน 4 เดือนละ มาฟังเพลงนี้กันดีกว่า..
Tweet Share